มีรูปถ่ายแล้ว? ระบุหินทันทีด้วยแอป Rockby
เปิดแอปคำอธิบาย
ไข่มุกเป็นอัญมณีอินทรีย์ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะหอยสองฝาและหอยกาบเดี่ยวบางชนิด มีลักษณะเด่นคือความแวววาวที่เรียกว่า 'เหลือบมุก' (orient) ซึ่งเกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงจากชั้นเนเคอร์ที่ซ้อนกันหลายชั้น ไข่มุกมีรูปร่าง ขนาด และสีที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยและสภาพแวดล้อมที่ก่อตัว
วิธีการระบุ
- สี
- สีขาว, ครีม, ชมพู, เงิน, ทอง, ดำ, เทา, เขียว, น้ำเงิน หรือสีรุ้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยและสภาพแวดล้อม
- ความวาว
- เหลือบมุก (pearly) หรือแวววาว (iridescent)
- เนื้อหิน
- เรียบเนียน อาจมีร่องรอยเล็กน้อยจากการเจริญเติบโตของชั้นเนเคอร์
- รูปผลึก
- ไม่มีรูปผลึกที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นสารอสัณฐาน (amorphous) ในโครงสร้างรวม แต่ประกอบด้วยผลึกอารากอไนต์ขนาดเล็กมาก
- แนวแตกเรียบ
- ไม่มีแนวแตกเรียบที่ชัดเจน
- สภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยา
- พบในหอยสองฝาและหอยกาบเดี่ยวที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยเฉพาะในบริเวณที่มีน้ำสะอาดและอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความแข็ง: 2.5-4.5 (ตามมาตราโมห์ส) ซึ่งค่อนข้างอ่อน
- ความถ่วงจำเพาะ: 2.60-2.85
- ระบบผลึก: อสัณฐาน (Amorphous) ในภาพรวม แต่ประกอบด้วยผลึกอารากอไนต์ขนาดเล็กในระบบออร์โธรอมบิก
- สี: ขาว, ครีม, ชมพู, เงิน, ทอง, ดำ, เทา, เขียว, น้ำเงิน หรือสีรุ้ง
- ความวาว: เหลือบมุก (pearly) หรือแวววาว (iridescent)
- ความโปร่งใส: ทึบแสงถึงโปร่งแสง
- รอยแตก: ไม่สม่ำเสมอ (uneven) ถึงแบบก้นหอย (conchoidal)
- แนวแตกเรียบ: ไม่มี
- องค์ประกอบ: แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ส่วนใหญ่เป็นอารากอไนต์ และโปรตีนอินทรีย์คอนชิโอลิน
ตรวจสอบด่วน
- สี: หลากหลาย (ขาว, ครีม, ชมพู, ดำ, ทอง)
- ความวาว: เหลือบมุก (pearly)
- สีผง: ไม่มี (เนื่องจากความแข็งต่ำและเป็นสารอินทรีย์)
ลักษณะทางกายภาพ
- ลักษณะผลึก: ไม่มีรูปผลึกที่ชัดเจน เป็นชั้นๆ ของเนเคอร์ที่ซ้อนกัน
- ชนิดแนวแตกเรียบ: ไม่มี
- ชนิดรอยแตก: ไม่สม่ำเสมอถึงแบบก้นหอย
- ความเหนียว: เปราะ (brittle)
- ชนิดความวาว: เหลือบมุก (pearly)
การก่อตัว
ไข่มุกก่อตัวขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เช่น ปรสิต เม็ดทราย หรือเศษซากเล็กๆ เข้าไปในเนื้อเยื่ออ่อนของหอยหรือสัตว์จำพวกหอยสองฝาอื่นๆ เพื่อป้องกันตัวเอง สัตว์จะหลั่งสารที่เรียกว่า 'เนเคอร์' (nacre) ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต (ส่วนใหญ่เป็นอารากอไนต์ แต่บางครั้งก็เป็นแคลไซต์) และโปรตีนอินทรีย์ที่เรียกว่า 'คอนชิโอลิน' (conchiolin) สารเนเคอร์นี้จะถูกเคลือบเป็นชั้นๆ รอบสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดเป็นไข่มุกขึ้นมา
การใช้ประโยชน์
ไข่มุกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับมานานหลายพันปี เนื่องจากความงามและความหายาก นอกจากนี้ยังใช้ในเครื่องสำอางและยาแผนโบราณบางชนิด
การกระจายตามอายุ
ไข่มุกสามารถก่อตัวได้ตลอดช่วงชีวิตของหอยหรือสัตว์จำพวกหอยสองฝาอื่นๆ ที่สร้างเปลือกหอยได้
แหล่งที่พบ
อ่าวเปอร์เซีย
เป็นแหล่งไข่มุกธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมานานหลายศตวรรษ โดยเฉพาะไข่มุกบาห์เรน
ออสเตรเลีย
เป็นแหล่งไข่มุกทะเลใต้ (South Sea pearls) ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะจากหอยมุก Pinctada maxima
ตาฮิติ
เป็นแหล่งไข่มุกดำตาฮิติ (Tahitian pearls) ที่มีชื่อเสียงจากหอยมุก Pinctada margaritifera
จีน
เป็นผู้ผลิตไข่มุกน้ำจืดรายใหญ่ที่สุดของโลก
ญี่ปุ่น
เป็นแหล่งกำเนิดไข่มุกเลี้ยงอะโกย่า (Akoya pearls) ที่มีชื่อเสียง
เคล็ดลับการค้นหา
ไข่มุกธรรมชาติ
การค้นหาไข่มุกธรรมชาติเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการดำน้ำลึกเพื่อเก็บหอยมุกจากก้นทะเล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อันตรายและถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในหลายพื้นที่
ไข่มุกเลี้ยง
ไข่มุกส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบันเป็นไข่มุกเลี้ยง ซึ่งผลิตโดยการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหอยมุกอย่างจงใจในฟาร์มไข่มุก
การระบุชนิด
การระบุชนิดของไข่มุกต้องพิจารณาจากแหล่งกำเนิด (น้ำจืด/น้ำเค็ม), ชนิดของหอย, ขนาด, รูปร่าง, สี, ความแวววาว และพื้นผิว
หินที่คล้ายกัน
เปลือกหอยมุก
Nacre
เรียกอีกชื่อว่า: Mother-of-pearl
ปะการัง
Calcium carbonate (aragonite)
เรียกอีกชื่อว่า: Coral
แคลไซต์
Calcium carbonate (CaCO3)
เรียกอีกชื่อว่า: Calcite
การจำแนกทางวิทยาศาสตร์
- ประเภทแร่
- สารอินทรีย์ชีวภาพ (Biogenic material)
- กลุ่ม
- ไม่ใช่แร่ในความหมายทางธรณีวิทยา แต่เป็นสารประกอบอินทรีย์อนินทรีย์
- ระบบผลึก
- อสัณฐาน (Amorphous) ในภาพรวม (แต่ประกอบด้วยผลึกอารากอไนต์ในระบบออร์โธรอมบิก)
- สูตรเคมี
- CaCO3 (ส่วนใหญ่เป็นอารากอไนต์) + โปรตีนคอนชิโอลิน
- องค์ประกอบ
- แคลเซียมคาร์บอเนต (ประมาณ 82-92%), คอนชิโอลิน (ประมาณ 4-6%), และน้ำ (ประมาณ 2-4%)
สำรวจ ไข่มุก
ระบุหินได้ทุกที่
ฟรีบน iOS, Android และเว็บ ระบุจากรูปถ่าย ฐานข้อมูลครบถ้วน และคอลเลกชันส่วนตัวของคุณ