หยก
Jadeite or Nephrite
เรียกอีกชื่อว่า: หยกพม่า (สำหรับเจไดต์), หยกจีน (สำหรับเนไฟรต์บางชนิด), หยกเขียว, หยกขาว
มีรูปถ่ายแล้ว? ระบุหินทันทีด้วยแอป Rockby
เปิดแอปคำอธิบาย
หยกเป็นชื่อที่ใช้เรียกแร่สองชนิดคือ เจไดต์และเนไฟรต์ ซึ่งมีลักษณะภายนอกคล้ายกันแต่มีองค์ประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกที่แตกต่างกัน เจไดต์เป็นแร่ในกลุ่มไพรอกซีน (pyroxene) ส่วนเนไฟรต์เป็นแร่ในกลุ่มแอมฟิโบล (amphibole) ทั้งสองชนิดมีความเหนียวสูงมาก ทำให้ทนทานต่อการแตกหักและเหมาะสำหรับการแกะสลัก สีของหยกมีหลากหลายตั้งแต่เขียวเข้ม เขียวอ่อน ขาว เหลือง ม่วง และดำ โดยสีเขียวมรกตสดใสของเจไดต์เป็นที่ต้องการมากที่สุด
วิธีการระบุ
- สี
- เจไดต์: มีสีหลากหลายตั้งแต่เขียวมรกต (Imperial Jade) เขียวอ่อน ขาว ม่วง (Lavender Jade) เหลือง ส้ม น้ำตาล และดำ สีเขียวเกิดจากโครเมียม ส่วนสีม่วงเกิดจากเหล็กและแมงกานีส เนไฟรต์: มักมีสีเขียวเข้มถึงเขียวอ่อน ขาว ครีม เทา และดำ สีเขียวเกิดจากเหล็ก
- ความวาว
- เจไดต์: ผิวเป็นมันเงาแบบแก้วถึงไขมัน (vitreous to greasy luster) เนไฟรต์: ผิวเป็นมันเงาแบบไขมันถึงด้าน (greasy to dull luster)
- เนื้อหิน
- เจไดต์: โครงสร้างผลึกเป็นแบบเม็ดละเอียดประสานกัน (interlocking granular structure) ทำให้มีความเหนียวสูง เนไฟรต์: โครงสร้างผลึกเป็นแบบเส้นใยละเอียดพันกัน (interlocking fibrous structure) ทำให้มีความเหนียวสูงมาก
- รูปผลึก
- เจไดต์: มักพบในรูปของมวลรวมแบบเม็ดละเอียด (granular aggregates) หรือเป็นผลึกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เนไฟรต์: มักพบในรูปของมวลรวมแบบเส้นใย (fibrous aggregates) หรือเป็นก้อนทึบ
- แนวแตกเรียบ
- เจไดต์: มีแนวแตกเรียบ 2 แนวที่ทำมุมเกือบ 90 องศา (perfect cleavage at nearly 90 degrees) แต่เนื่องจากโครงสร้างผลึกละเอียดจึงมักไม่แสดงแนวแตกเรียบที่ชัดเจน เนไฟรต์: มีแนวแตกเรียบ 2 แนวที่ทำมุมประมาณ 56 และ 124 องศา (perfect cleavage at 56 and 124 degrees) แต่เนื่องจากโครงสร้างเส้นใยจึงมักไม่แสดงแนวแตกเรียบที่ชัดเจน
- สภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยา
- เจไดต์: พบในหินแปรความดันสูง-อุณหภูมิต่ำ เช่น หินสีน้ำเงิน (blueschist) และหินที่เกี่ยวข้องกับเซอร์เพนทิไนต์ (serpentinite) ในเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก เนไฟรต์: พบในหินแปรที่เกิดจากการแปรสภาพของหินอัลตราเมฟิกหรือหินโดโลไมต์ เช่น ในหินเซอร์เพนทิไนต์หรือหินอ่อน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความแข็ง: เจไดต์: 6.5-7 (Mohs scale); เนไฟรต์: 6-6.5 (Mohs scale)
- ความถ่วงจำเพาะ: เจไดต์: 3.33-3.34 g/cm³; เนไฟรต์: 2.90-3.03 g/cm³
- ระบบผลึก: เจไดต์: Monoclinic; เนไฟรต์: Monoclinic
- สี: หลากหลาย (เขียว, ขาว, ม่วง, เหลือง, ดำ) สำหรับเจไดต์; เขียว, ขาว, เทา, ดำ สำหรับเนไฟรต์
- ความวาว: มันเงาแบบแก้วถึงไขมัน (เจไดต์); มันเงาแบบไขมันถึงด้าน (เนไฟรต์)
- ความโปร่งใส: โปร่งแสงถึงทึบแสง (Translucent to Opaque)
- รอยแตก: แตกแบบเสี้ยน (splintery) หรือแบบไม่เรียบ (uneven) เนื่องจากโครงสร้างผลึกที่ละเอียดและพันกัน
- แนวแตกเรียบ: เจไดต์: มีแนวแตกเรียบ 2 แนวที่ทำมุมเกือบ 90 องศา แต่ไม่ชัดเจน; เนไฟรต์: มีแนวแตกเรียบ 2 แนวที่ทำมุมประมาณ 56 และ 124 องศา แต่ไม่ชัดเจน
- องค์ประกอบ: เจไดต์: โซเดียมอะลูมิเนียมไพรอกซีน (NaAlSi2O6); เนไฟรต์: แคลเซียมแมกนีเซียมเหล็กแอมฟิโบล (Ca2(Mg,Fe)5Si8O22(OH)2)
ตรวจสอบด่วน
- สี: เขียว, ขาว, ม่วง, เหลือง, ดำ (เจไดต์); เขียว, ขาว, เทา, ดำ (เนไฟรต์)
- ความวาว: มันเงาแบบแก้วถึงไขมัน (เจไดต์); มันเงาแบบไขมันถึงด้าน (เนไฟรต์)
- สีผง: ขาว
ลักษณะทางกายภาพ
- ลักษณะผลึก: เจไดต์: มวลรวมแบบเม็ดละเอียด (granular aggregates); เนไฟรต์: มวลรวมแบบเส้นใย (fibrous aggregates)
- ชนิดแนวแตกเรียบ: เจไดต์: Perfect on {110} at nearly 90 degrees; เนไฟรต์: Perfect on {110} at 56 and 124 degrees (แต่ไม่แสดงออกชัดเจนเนื่องจากโครงสร้างผลึก)
- ชนิดรอยแตก: แตกแบบเสี้ยน (splintery) หรือแบบไม่เรียบ (uneven)
- ความเหนียว: เหนียวมาก (extremely tough) ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นที่ทำให้เหมาะแก่การแกะสลัก
- ชนิดความวาว: มันเงาแบบแก้วถึงไขมัน (vitreous to greasy) สำหรับเจไดต์; มันเงาแบบไขมันถึงด้าน (greasy to dull) สำหรับเนไฟรต์
การก่อตัว
เจไดต์ (Jadeite): เกิดขึ้นภายใต้สภาวะความดันสูงและอุณหภูมิต่ำในเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก (subduction zones) โดยเฉพาะในหินแปรประเภทหินสีน้ำเงิน (blueschist) และหินแปรที่เกี่ยวข้องกับเซอร์เพนทิไนต์ (serpentinite) ซึ่งเป็นผลมาจากการแปรสภาพของหินอัคนีที่มีองค์ประกอบของโซเดียมสูง เช่น บะซอลต์ หรือแกบโบร เนไฟรต์ (Nephrite): เกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนีอัลตราเมฟิก (ultramafic rocks) หรือหินโดโลไมต์ (dolomitic rocks) ที่มีแมกนีเซียมสูง ภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิปานกลาง มักพบในหินเซอร์เพนทิไนต์ (serpentinite) หรือหินอ่อนที่ถูกแปรสภาพ
การใช้ประโยชน์
หยกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับมานานหลายพันปี โดยเฉพาะในวัฒนธรรมเอเชีย เช่น จีน เมโสอเมริกา และนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ยังใช้ในการแกะสลักวัตถุศิลปะ เครื่องมือ และเครื่องรางของขลัง เนื่องจากมีความแข็งและความเหนียวสูง ทำให้สามารถแกะสลักได้อย่างละเอียดและทนทานต่อการใช้งาน
การกระจายตามอายุ
การก่อตัวของหยกมักเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่ยาวนานหลายล้านปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก (subduction zones) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์โลก
แหล่งที่พบ
เมียนมา (พม่า)
แหล่งผลิตเจไดต์คุณภาพสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะหยกสีเขียวมรกต (Imperial Jade) พบมากในรัฐคะฉิ่น (Kachin State) โดยเฉพาะบริเวณเมืองพะกันต์ (Phakant) และลอนคิน (Lonkin)
รัสเซีย
แหล่งผลิตเนไฟรต์คุณภาพดี โดยเฉพาะในเขตไซบีเรีย (Siberia) และเทือกเขาซายัน (Sayan Mountains) รวมถึงเจไดต์ในบางพื้นที่
แคนาดา
แหล่งผลิตเนไฟรต์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในรัฐบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) ซึ่งเป็นแหล่งเนไฟรต์ขนาดใหญ่
จีน
มีแหล่งเนไฟรต์โบราณที่มีชื่อเสียง เช่น หยกซินเจียง (Xinjiang Jade) หรือหยกโฮตัน (Hotan Jade) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และมีแหล่งเจไดต์ขนาดเล็กในบางพื้นที่
นิวซีแลนด์
แหล่งเนไฟรต์ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม โดยชาวเมารีเรียกว่า 'ปูนามู' (Pounamu) พบมากในเกาะใต้ (South Island)
สหรัฐอเมริกา
พบเนไฟรต์ในรัฐไวโอมิง (Wyoming), อะแลสกา (Alaska), และแคลิฟอร์เนีย (California) และพบเจไดต์ในแคลิฟอร์เนีย
กัวเตมาลา
แหล่งเจไดต์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมมายา (Maya) พบในหุบเขา Motagua River Valley
เคล็ดลับการค้นหา
การตรวจสอบความแข็ง
ใช้ Mohs hardness scale เจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 ส่วนเนไฟรต์มีความแข็ง 6-6.5 ซึ่งสามารถใช้ทดสอบกับวัสดุอื่นได้ เช่น เหล็กกล้า (ความแข็งประมาณ 5.5) หรือควอตซ์ (ความแข็ง 7) หยกแท้จะขูดเหล็กกล้าได้ แต่จะถูกควอตซ์ขูดได้
การตรวจสอบความหนาแน่นจำเพาะ
เจไดต์มีความหนาแน่นจำเพาะสูงกว่าเนไฟรต์ (เจไดต์ 3.33-3.34 g/cm³; เนไฟรต์ 2.90-3.03 g/cm³) สามารถทดสอบได้โดยการชั่งน้ำหนักในอากาศและในน้ำ
การตรวจสอบโครงสร้างผลึก
ใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูโครงสร้างผลึก เจไดต์มีโครงสร้างแบบเม็ดละเอียดประสานกัน ส่วนเนไฟรต์มีโครงสร้างแบบเส้นใยพันกัน
การตรวจสอบเสียง
หยกแท้เมื่อเคาะเบาๆ ด้วยวัตถุแข็งจะให้เสียงที่กังวานและใส (ringing sound) ซึ่งแตกต่างจากหินเลียนแบบ
การตรวจสอบความเย็น
หยกแท้จะรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสและจะคงความเย็นไว้ได้นานกว่าหินเลียนแบบ
การตรวจสอบความเหนียว
หยกมีความเหนียวสูงมาก ทำให้ทนทานต่อการแตกหักได้ดีกว่าหินเลียนแบบส่วนใหญ่
หินที่คล้ายกัน
เซอร์เพนทิไนต์ (Serpentine)
กลุ่มแร่เซอร์เพนทิไนต์ (เช่น แอนติโกไรต์, คริสโซไทล์, ลิซาร์ไดต์)
เรียกอีกชื่อว่า: หยกปลอม, หยกเกาหลี
ควอตซ์ (Quartz)
SiO2
เรียกอีกชื่อว่า: หยกควอตซ์, ควอตซ์สีเขียว
พรีไนต์ (Prehnite)
Ca2Al(AlSi3O10)(OH)2
เรียกอีกชื่อว่า: หยกองุ่น
เวซูเวียไนต์ (Vesuvianite)
Ca19(Al,Mg,Fe)13(SiO4)10(Si2O7)4(OH,F)10
เรียกอีกชื่อว่า: ไอดอเครส (Idocrase), หยกแคลิฟอร์เนีย
การจำแนกทางวิทยาศาสตร์
- ประเภทแร่
- เจไดต์: ไพรอกซีน (Pyroxene); เนไฟรต์: แอมฟิโบล (Amphibole)
- กลุ่ม
- เจไดต์: กลุ่มไพรอกซีน (Pyroxene Group); เนไฟรต์: กลุ่มแอมฟิโบล (Amphibole Group)
- ระบบผลึก
- Monoclinic (ทั้งเจไดต์และเนไฟรต์)
- สูตรเคมี
- เจไดต์: NaAlSi2O6; เนไฟรต์: Ca2(Mg,Fe)5Si8O22(OH)2
- องค์ประกอบ
- เจไดต์: โซเดียมอะลูมิเนียมซิลิเกต; เนไฟรต์: แคลเซียมแมกนีเซียมเหล็กซิลิเกตไฮดรอกไซด์
สำรวจ หยก
ระบุหินได้ทุกที่
ฟรีบน iOS, Android และเว็บ ระบุจากรูปถ่าย ฐานข้อมูลครบถ้วน และคอลเลกชันส่วนตัวของคุณ